ประวัติการศึกษาเมืองเลย

ก่อนการปฏิรูปการศึกษาสมัยรัชกาลที่ 5 ประชาชนเรียนรู้อาชีพการทำมาหากินตามผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว ผู้ที่ต้องการรู้หนังสือต้องเรียนรู้จากวัดโดยการบวชเรียน ผู้ที่รู้หนังสือในสมัยก่อนจึงมีแต่เพศชาย การศึกษาในเมืองเลยก็อยู่ในวัดทั้งสิ้น เช่น ที่บ้านบุฮม อำเภอเชียงคาน บ้านนาอ้อ บ้านแฮ่ อำเภอเมืองเลย รวมทั้งบ้านนาหอ อำเภอด่านซ้าย บ้านทรายขาว อำเภอวังสะพุง เป็นต้น

การเรียนการสอนอักษรธรรม (อักษรไทยน้อย) เป็นสิ่งที่ต้องเรียนเป็นเบื้องต้น มีการนำหนังสือใบลาน (หนังสือผูก)เข้ามาจากจังหวัดอื่น เช่น นครพนม หนองคาย  เป็นหนังสือประเภทบทสวดมนต์ บทสูตรขวัญ และนิยายต่าง ๆ เช่น เวสสันดร หมาเก้าหาง ทศชาติ พุทธประวัติ เป็นต้น หนังสือถือเป็นของสูงและศักดิ์สิทธิ์ ต้องเก็บไว้บนหิ้ง เพื่อกราบไหว้บูชา พระภิกษุที่เป็นเจ้าของตำราหนังสือผูกล้วนได้รับการยกย่องนับถือเป็น “ครูบาอาจารย์” ลูกศิษย์จะต้องกราบครูบาอาจารย์และกราบหนังสือ 3 ครั้งก่อน

บ้านนาอ้อเริ่มมีการเรียนหนังสือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ชาวบ้านนาอ้อสร้างวัดศรีจันทร์เป็น
วัดแรก  และได้นิมนต์เจ้าหัวพ่อเมืองขวาและเจ้าหัวพ่อรางคำ ชาวมุกดาหาร ที่จาริกธุดงค์เข้ามาในบ้านนาอ้อ พร้อมกับหอบหนังสือใบลานติดตัวมาเป็นจำนวนมาก เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ โดยเฉพาะเจ้าหัวพ่อเมืองขวา ได้รับหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูเผือกและพระครูถ่าน จากบ้านติดต่อ และบ้านขอนแดง อำเภอเมือง จังหวัดเลย เข้ามาร่วมสมทบ

พระครูเผือกเข้มงวดกับการฝึกสอนหนังสือเป็นพิเศษ บรรดาบุตรหลานชาวบ้านที่เตรียมจะเข้าบวชเป็นพระภิกษุ สามเณร ทุกคนต้องท่องบทสวดให้ขึ้นใจเสียก่อนจึงจะรับบวชให้ และเมื่อบวชแล้วก็จะต้องสอนวิธีเขียนอักษรธรรมบนกระดานชนวนด้วยดินสอหินเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าลายมือเขียนเป็นอักษรสวยงามเข้ามาตรฐานแล้วจึงให้จารลงในใบลานเป็นเรื่อง ๆ ถือเป็นบุญเป็นกุศลที่อาจจะเผื่อแผ่ไปยังบรรพบุรุษอีกด้วย ในสมัยนั้นพระเณรอยู่ในระเบียบวินัยโดยเคร่งครัด นอกจากจะต้องปฏิบัติกิจวัตรแล้ว ตกเย็นจะต้องท่องบทสวดดัง ๆ ลั่นวัดจนกระทั่งถึง 4 ทุ่ม จึงจะเข้านอนได้ กลางวันก็จะต้องอ่านหนังสือผูกดัง ๆ อยู่ตามห้องของตนเป็นประจำ พระเณรที่ขี้เกียจหรือมีนิสัยขี้เซาตอนท่องบทสวดมนต์ในยามค่ำคืน มักจะถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีด้วยไม้เรียว หรือถูกสาดน้ำให้หายง่วงนอน ศิษย์ในสมัยนั้นจึงเกรงกลัวครูบาอาจารย์นัก

พระครูเผือกได้เสนอต่อเจ้าอาวาสว่า พระเณรรูปใดจะลาสิกขาบท จะต้องจารหนังสือผูกให้ได้คนละฉบับจึงจะลาสิกขาบทได้ ด้วยเหตุนี้หนังสือผูกจึงได้มีแพร่หลาย วัดต่าง ๆ ต้องสร้างตู้หนังสืออย่างสวยงามขึ้น โดยเฉพาะที่ วัดศรีภูมิ บ้านแฮ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองเก่าของจังหวัดเลย

เมื่อมีพระราชบัญญัติประถมศึกษาบังคับให้เรียนภาษาไทยกลางทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2464 หนังสือผูกโบราณจึงกลายเป็นตำราเก่าแก่ล้าสมัยไปอย่างน่าเสียดาย วัดต่าง ๆ ได้หันมาสอนอ่านและเขียนภาษาไทยกลาง

พระครูพา (พระครูวิจารณ์สังฆกิจ) เป็นชาวบ้านปากหมากโดยกำเนิด เดินทางไปศึกษาวิชาการต่าง ๆ ในมณฑลอุดร นอกจากจะได้ศึกษาในสาขาธรรมสีมาแล้ว ท่านยังศึกษาภาษาไทยกลางซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทันสมัย ทั้งยังสามารถเขียนรูปช้างและรูปม้า เพื่อโยงเส้นสังโยคตามตำราหมอดูโชคชะตาได้อีกด้วย เมื่อศึกษาจนแตกฉานแล้วจึงได้เดินทางกลับบ้านปากหมาก

ต่อมาเมื่อ เจ้าหัวพ่อรางคำ พระครูเผือก พระครูถ่าน ต่างก็ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน วัดศรีจันทร์ถึงคราวต้องขาดเจ้าอาวาสและครูบาอาจารย์ ชาวบ้านนาอ้อรู้ถึงกิตติศัพท์ความรู้ความสามารถของพระครูพาแห่งวัดบ้านปากหมาก ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จึงไปนิมนต์ท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ พระครูพาก็ไม่ขัดข้องเพราะมีญาติพี่น้องอยู่บ้านนาอ้ออยู่แล้ว

พระครูพามีพรสวรรค์ในการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้นำท้องถิ่นและประชาชน จึงได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหมู่บ้านอย่างขุนนาอ้ออำนวยการ ขุนวิเศษ ขุนนคร เป็นต้น ท่านได้การพัฒนาวัดเป็นการใหญ่ สร้างศาลาการเปรียญ ซ่อมแซมโบสถ์ สร้างพระประธานแบบก่ออิฐถือปูน สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ รวมทั้งสร้างกำแพงไม้รอบวัดให้มีอาณาเขตชัดเจน  เข้มงวดในระเบียบวินัยสำหรับพระภิกษุสามเณรไม่แพ้พระครูเผือกในอดีต

ท่านริเริ่มตั้งโรงเรียนวัดสอนอักษรและภาษาไทยกลางที่ได้เรียนรู้มาจากมณฑลอุดร ท่านทุ่มเทสอนลูกศิษย์ที่บ้านนาอ้อ ท่านใช้กระดานชนวนและดินสอหินในการสอน ลูกศิษย์ของท่านล้วนอ่านเขียนภาษาไทยกลางได้ภายในไม่กี่เดือน ศิษย์รุ่นแรกของพระครูพา ได้แก่ นายใหม่ ศรีสุวรรณ, นายกล้า ชัชวาล, นายจันมา สอนสีดา และนายตัน  ราชพัฒน์ ซึ่งต่อมาล้วนได้เป็นผู้บริหารโรงเรียนประชาบาลกันทั้งสิ้น

ส่วนในตัวเมืองเลย (บ้านแฮ่) ก็ได้เริ่มมีการสอนอักษรและภาษาไทยกลางที่ หอโฮงการ (สถานที่ปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองในอดีต) บริเวณที่ตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเลยในปัจจุบัน  ต่อมาจึงขยายให้มาสอนในวัดศรีภูมิ

สมัยนั้นอาชีพเขียนสารเกี้ยวบ่าวเกี้ยวสาวรุ่งเรืองมาก บรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ไม่รู้จักหนังสือต้องมาไหว้วานให้ผู้รู้ช่วยเขียนหนังสือเกี้ยวกันอย่างสนุกสนาน  ผู้รู้หนังสือได้รับค่าจ้างเป็นผ้าโสร่งไหม ผ้าขาวม้า รวมทั้งหมากพลู บุหรี่ ส้มสูกลุกไม้ เป็นต้น

ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 เป็นต้นมา การสอนภาษาไทยกลางเป็นสิ่งจำเป็น ทุกตำบลมีการเกณฑ์แรงราษฎรให้สร้างโรงเรียนประชาบาลด้วยโครงอาคารไม้มุงหญ้าคา บางแห่งเป็นอาคารไม้ใต้ถุนเตี้ยมุงหญ้าคาก็มี  ศิษย์วัดที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูประจำตามโรงเรียนประชาบาล โดยอัตราเงินเดือน ๆ ละ 4 บาท ถึง 10 บาท นับว่าพอกินพอใช้ทีเดียว ทุกอำเภอในจังหวัดเลยมีการประกวดประขันกันจัดสร้างโรงเรียนประชาบาลขึ้นมากมาย ทำให้ครูประชาบาลเงินเดือน  10 บาท กลายเป็นคนมีฐานะไม่แพ้พ่อค้าช้าง และพ่อค้าควาย และมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในชุมชน

เมื่อปี พ.ศ. 2472 – 2473 โรงเรียนประชาบาลทุกตำบล ได้เปิดสอนถึงระดับชั้น ป.3 – ป.4 และในปี พ.ศ. 2474 – 2475  ได้เปิดสอนถึงระดับชั้น ป.6 ในตัวอำเภอเมืองเลยมีโรงเรียนประชาบาลที่เด่น ๆ เป็นคู่กันอยู่ 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนประชาบาลวัดศรีภูมิ  มีนายทองหนัก
สุวรรณสิงห์ เป็นครูใหญ่ กับโรงเรียนประชาบาลบ้านก้างปลา ซึ่งมีพระประจักษ์ (จู) บุญชิด เป็นครูใหญ่ ทั้งคู่ต่างสำเร็จวุฒิครูมูล (ป) มาจากจังหวัดอุดรธานีและส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจังโรงเรียนประชาบาล อื่น ๆ ที่โดดเด่น ได้แก่ โรงเรียนประจำอำเภอเมืองเลย อำเภอด่านซ้าย อำเภอเชียงคาน อำเภอวังสะพุง และโรงเรียนศรีสะอาด

ปี พ.ศ. 2466 เปิดสอนระดับมัธยมขึ้นที่จังหวัดเลย ก่อนหน้านี้คนเมืองเลยต้องไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดอุดรธานี หนองคาย หรือพิษณุโลก ซึ่งต้องเดินทางด้วยเท้าหลายวันและลำบากมาก มีไม่กี่คนที่ได้ไปเรียนถึงกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงก่อตั้งกองเสือป่าและลูกเสือขึ้นทุกจังหวัด เพื่อปลุกใจคนไทยทุกวัยให้มีความรักชาติบ้านเมือง เจ้าเมืองทุกเมืองต้องตั้งสโมสรเสือป่าขึ้น สำหรับจังหวัดเลยนั้น เมื่อถึงกำหนดที่จะเปิดสอนความรู้ระดับมัธยมขึ้นให้ถึงระดับมัธยม 3 เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ยังไม่มีอาคารสถานที่เป็นของตนเองจึงต้องอาศัยสโมสรเสือป่าที่สร้างขึ้นไว้ โดยได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดเลย “สโมสรวิทยาลัย” ซึ่งเป็นโรงเรียนชายขึ้น สำหรับครูใหญ่คนแรกนั้น ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใคร ส่วนครูใหญ่รุ่นหลัง ๆ ได้แก่ ครูแสน เดชกุญชร (ขุนเดชกุญชรศึกษากร) และมีคณะครูที่ทรงคุณวุฒิเป็นเพื่อนร่วมงาน ได้แก่ ครูเปลื้อง สวามิภักดิ์, ครูผิดตา (เกษม) ศักดิ์เจริญ, ครูสุบรรณ แก้วทอง, ครูมา ประเสริฐสุต และครูคำหาว ผาโคตร

เมื่อปี พ.ศ. 2466 กระทรวงธรรมการได้อนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนรัฐบาลฝ่ายสตรีขึ้นในเมืองเลย โดยใช้ชื่อว่าโรงเรียนสตรีเลย  สถานที่ตั้งในระยะแรกของโรงเรียน คือศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในปัจจุบัน รับเฉพาะนักเรียนหญิง ทำการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3

ปี พ.ศ. 2515 ทางราชการประกาศยุบโรงเรียนสโมสรวิทยาลัย เป็นโรงเรียนเลยพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด

การศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรในปัจจุบัน  มีการจัดการศึกษาธรรมศึกษาและธรรมบาลี และได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามัญขึ้น สำหรับในจังหวัดเลย มีอยู่ 11 โรงเรียนและมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเลย ขึ้นในวัดศรีวิชัยวนาราม ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ตำบลศรีสองรักษ์ และมหาวิทยาลัยศรีล้านช้างมหามกุฏิราชวิทยาลัย วัดศรีสุทธาวาส