ตำนานวีรกรรมบ้านนาอ้อ

เมื่อครั้งฝรั่งเศสเข้ามายึดครอง นายยังมาร์กส์ ปิแอร์ ผู้ปกครองเมืองสานะคาม ได้ชักจูงชาวเมืองเชียงคานเดิมให้กลับถิ่นฐานเดิมที่เมืองสานะคามแต่ไม่สำเร็จ จึงคิดหาช่องทางที่จะข้ามแม่น้ำโขง เข้าไปยึดครองเมืองใหม่เชียงคาน ที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และได้ยื่นขอเช่าที่ดินริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อสร้างโกดังสนับสนุนการค้าขายทางเรือ  พระยาศรีอรรคฮาต เจ้าเมืองรู้ในความไม่สุจริตใจของชาวฝรั่งเศส แต่อยากจะให้ชาวเมืองใหม่เชียงคานได้ประจักษ์แก่ตาตนเอง ได้รับคำขออนุญาตสร้างโกดังของฝรั่งเศส ที่ประสงค์พื้นที่เพียงแมวดิ้นตายหรือมีบริเวณพื้นที่มีขอบเขตเพียงเท่าผืนหนังไว้สำหรับสร้างโกดังเก็บสินค้า

เมื่อฝรั่งเศสได้รับคำอนุญาตจาก พระยาศรีอรรคฮาต จึงนำแมวมาผูกเชือกใช้ไม้ไล่ตีอย่างทารุณจนตาย  ต่อจากนั้นจึงนำหนังควายมาแล่เป็นริ้ว กว้างประมาณ 1 นิ้ว ผูกต่อกันเป็นเชือกหนังยาววัดเอาได้บริเวณพื้นที่สำหรับสร้างโกดัง ท่ามกลางสายตาที่แสนจะชิงชังของชาวเมืองใหม่เชียงคาน  ส่วนบริเวณพื้นที่สร้างโกดังของฝรั่งเศสในครั้งนั้น ปัจจุบันคือบริเวณวัดท่าคกและสนามโรงเรียนวิจิตร ในเขตสุขาภิบาลเชียงคาน  และฝรั่งเศสได้สร้างโกดังหลังเล็ก ๆ ขึ้นมา 1 หลังพอเป็นพิธี แต่พอฝรั่งเศสคล้อยหลังลงเรือข้ามฟากไปเมืองสานะคาม ชาวเมืองใหม่เชียงคานกรูกันเข้าไปรื้อถอนทิ้งลงแม่น้ำโขงจนหมดสิ้น

นายยังมาร์กส์ ปิแอร์ จึงนำกำลังพร้อมด้วยอาวุธครบมือ จำนวน 10 นาย ข้ามแม่น้ำโขงหวังเข้ายึดเมืองใหม่เชียงคาน แต่พระยาศรีอรรคฮาตทราบเรื่องมาก่อนและได้นัดแนะไว้กับอุปฮาตเมือง ส่วนตนเองรีบเดินทางเข้าไปขอความช่วยเหลือจาก หลวงวิเศษจางวาง ข้าหลวงประจำจังหวัดเลย

อุปฮาตออกรับหน้า ดำเนินกลอุบายตามคำแนะนำของพระยาศรีอรรคฮาต โดยบอกว่าเมืองใหม่เชียงคานเป็นเมืองเล็ก ๆ ทั้งเป็นบริวารของเมืองเลย ถ้าหากเข้าไปยึดได้เมืองเลยซึ่งเป็นเมืองใหญ่ก็จะได้เมืองต่าง ๆ ที่เป็นบริวารอีกเป็นจำนวนมาก นายยังมาร์กส์ ปิแอร์ จึงบังคับให้อุปฮาตเมือง จัดหาลูกหาบและคนนำทาง พร้อมด้วยม้า 1 ตัว ขับขี่รีบรุดเดินทางมุ่งเข้าสู่เมืองเลยทันที ได้เข้าไปตั้งมั่นอยู่ที่วัดศรีจันทร์นาอ้อ พยายามปลุกปั่นชาวบ้านให้คล้อยตาม ถ้าหากทุกคนให้การสนับสนุน จนสามารถเข้ายึดตีจนยึดเมืองเลยได้ จะแต่งตั้งให้มียศฐาบรรดาศักดิ์ และจะยกฐานะบ้านนาอ้อ เป็นเมืองหงส์

ที่เมืองเลย หลวงวิเศษจางวาง ข้าหลวงประจำจังหวัด ซึ่งได้ทราบข่าวล่วงหน้ามาจากพระยาศรีอรรคฮาต (ทองดี ศรีประเสริฐ) จึงได้ติดต่อขอกำลังทหารไปยังกรมผสมที่ 13 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี ได้ส่งกำลังทหารจำนวน 1 หมู่ เร่งรีบเดินทางไปช่วยเมืองเลยโดยด่วน พอไปถึงเมื่อได้รวมกำลังกับเมืองเลยไปขุดสนามเพลาะขึ้น 2 แห่ง แห่งที่ 1 อยู่บนเนินห่างจากวัดศรีจันทร์ ลงไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ แห่งที่ 2 อยู่ห่างจากหลังโรงเรียนบ้านโพนค่าย ลงไปทางทิศใต้ 500 เมตร

ครั้นหลวงวิเศษจางวาง ข้าหลวงประจำจังหวัดเลย ได้ทราบข่าวจากชาวบ้านนาอ้อ ที่ไม่เห็นดีเห็นงามไปตามฝรั่งเศส เมื่อกำลังทุกฝ่ายพร้อมจึงวางแผนบุกเข้าโจมตีในทันที ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้จนถึงขั้นตะลุมบอน ระหว่างนั้น พลทหารปลื้ม หวาดไชโย จากกองกำลังกรมผสมที่ 13 คิดที่จะให้เหตุการณ์จบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อมั่นในเครื่องลางของขลังที่มีอยู่ประจำตัว พร้อมทั้งดวงจิตที่กล้าหาญติดดาบปลายปืนได้ รีบลุกขึ้นผ่ากระสุนปืนเข้าทะลายบังเกอร์ฝรั่งเศสที่วัดศรีจันทร์ จนหัวหน้าฝรั่งเศสและพวกทหารรับจ้างได้รับบาดเจ็บถ้วนทั่วทุกคน สามารถจับพวกฝรั่งเศสได้ทุกคน เว้นแต่นายยังมาร์กส์ ปิแอร์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บเลือดโชกไปทั้งตัว เล็ดลอดขึ้นม้าได้รีบขับขี่หนีตายลงเรือข้ามแม่น้ำโขงไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองสานะคาม ไม่กล้าย่างกรายข้ามฟากมารบกวนชาวเมืองใหม่เชียงคานอีกเลย ส่วนพลทหารปลื้ม หวาดไชโย ทหารหาญจากกรมผสมที่ 13 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ที่ต้องเสียชีวิตในการบุกบังเกอร์พิชิตศึก ข้าหลวงประจำจังหวัดเลยพร้อมด้วยกรมการเมืองทุกหมู่เหล่า นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลอย่างสมเกียรติทหารหาญอยู่ที่วัดศรีชมชื่น บ้านนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย